กระดานแผ่นใหญ่วางอยู่กลางลานกว้าง พลายไม้เมืองกำลังเคี้ยวใบไม้แห้งอย่างเพลินอารมณ์ ส่วน พลายออมสินช้างตัวป้อมๆกลมๆกำลังยื่นงวงรับพู่กันจากควาญ พลายออมสินใช้งวงจับพู่กันอย่างทะมัดทะแมง ...จรดพู่กันลงบนกระดาน แล้วบรรจงลากอักษร ล.ลิง ช้า ตามด้วยสระอู และ ก.ไก่ ส่วนสระเอ  อ.อ่าง  ย.ยักษ์เละไม้จัตวา นั้นตามมาติดๆ....  

        ลูกตาใสแจ๋วกะพริบห่างๆ แม้เสียงชัตเตอร์จะลั่นถี่ยิบจากนักท่องเที่ยว แต่สมาธิของพลายออมสินก็ไม่ลดหายไปแต่อย่างใด  หัวกลมๆของอักษร ร.เรือ  ค่อยๆปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง   

 

 

            “ผมจับงวงเขาหัดเขียนเหมือนจับมือเด็กเขียน ก.ไก่  ข.ไข่  นั่นแหละครับ  ตัดพู่กันให้เขาจะได้จับได้ถนัด  เริ่มจากฝึกให้เขาลากเส้นตรง วาดวงกลาม วาดสามเหลี่ยม แล้วก็สอบให้เขาเขียนหนังสือ  พอเขาชิน -- ก็จำได้เอง สัญญา  สุวรรณรุจ  ครูฝึกช้างแห่งสวนนงนุช  พัทยา บอกขั้นตอนการสอนช้างเขียนหนังสือคร่าวๆ         

          เห็นตัวใหญ่แบบนี้ แต่ช้างก็ไม่ใช่สัตว์ดุร้าย  ตรงกันข้ามช้างตัวใหญ่ แต่ใจเล็กนิดเดียว เขาตื่นตกใจง่าย  ที่สำคัญ...ช้างสมองไวและเรียนรู้เก่ง ไม่ต้องเฆี่ยน ไม่ต้องตี แค่เขาทำดีแล้วเรามีรางวัลให้ก็พอ แล้วเขาก็จะจดจำและเชื่อฟัง  หากฝึกสอน เลี้ยงดูเขาดีๆ ช้างก็น่ารักอ่อนโยนไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยงทั่วไป อย่างเจ้าไม้เมืองและเจ้าออมสินก็ขี้เล่นเหมือนเด็กๆ มีความสามารถในการเล่นบาสฯ  ปาลูกโป่ง  เต้นดิสโก้  วาดรูป ...ปีนี้ก็อายุย่างเข้าเจ็ดปี  กำลังหัดเขียนตัวหนังสือเหมือนเด็กเพิ่งเข้าป.1 ไม่มีผิด

              ครูฝึกสัญญาเล่ามาถึงตรงนี้  เจ้าพลายออมสินก็ใส่ ร.เรือ ไม้หันอากาศ  ก.ไก่  พ.พาน  ไม้เอก และ อ.อ่าง เสร็จเรียบร้อย  มันแกว่งหางสำราญใจอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง  ก่อนจะเว้นบรรทัด แล้วเริ่มเขียน อ.อ่าง

 ....ลายมือของ เด็กชายช้างตัวนี้สวยใช้ได้ทีเดียว 

 

 

 

               คนไทยทุกคนคงรู้ดีแก่ใจว่า  ปัญหาเรื้อรังเรื่องความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของคนไทยได้สร้างความเสียหายและเสียขวัญให้แก่บ้านเมืองมากเพียงใด ...ยิ่งความซบเซาของธุรกิจท่องเที่ยวนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะคงไม่มี แขกคนใดอยากมาเยือนบ้านที่เจ้าของบ้านกำลังทะเลาะกันอย่างดุเดือดเช่นนี้          

           เมื่อก่อนคนไทยมี-สีเดียว- คือสีที่ปรากฏรวมกันอยู่บนธงไตรรงค์ ที่เป็นสัญลักษณืของสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ....แต่เดี๋ยวนี้คนไทย มีฝักมีฝ่าย มีค่ายมีสี แตกแยกอย่างเห็นได้ชัด แน่นอน..มันไม่เป็นผลดีกับชาติบ้านเมืองเลย....จิรพฤทธิ์ โสดร  ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด  เกริ่นถึงที่มาของแนวคิดให้ช้างเขียนหนังสือ เพื่อสร้างความสามัคคีในสังคมไทย          

            โจทย์ของทีมงานนงนุชมีอยู่ว่า ทำอย่างไรแนวคิดที่สื่ออกไปจะตรงเข้าสะกิดใจผู้คนในสังคมให้ฉุกคิดและเห็นความสำคัญของความสามัคคี....หลังจากใคร่ครวญอย่างรอบคอบ คำตอบของโจทย์ที่ว่า ก็คือ           

            ........ช้างน่าจะเป็นสัตว์ที่สื่อสารทางความรู้สึกกับคนไทยได้ลึกซึ้งที่สุดเพราะในประวัติศาสตร์ชาติไทย ช้างคือเครื่องหมายของเอกราช  และเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ที่มีคุณูปการต่อชาติไทยมาช้านาน 

 

         ผมอยากให้ข้อความที่พลายออมสินกับพลายไม้เมืองช่วยกันเขียน  เตือนทุกคนให้หันกลับไปมองว่า  ที่ผ่านมาประเทศเราเคยเจอปัญหามากมาย  ทั้งภัยธรรมชาติ  พิษเศรษฐกิจฟองสบู่แตก  แต่เราก็ผ่านพ้นมาได้  เพราะคนไทยสามัคคี ช่วยเหลือกันและกัน  โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจเพราะฉะนั้น ในขณะที่เราคนไทยกำลังเผชิญกับหลายสิ่งหลายอย่าง  ข้อความที่พลายออมสินและพลายไม้เมืองช่วยกันเขียน คงจะช่วยสะกิดใจให้คนไทยลองถามตัวเองว่า  

         ....แล้วเรายังจะทะเลาะกันอีกหรือ??......

 

 

 

 

                กระดานแผ่นนั้นยังคงวางอยู่ในตำแหน่งเดิม  พลายออมสินเขียน น.หนู  เป็นตัวอัการสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เจ้าช้างน้อยจึงวางพู่กันลง แล้วชูงวงอวดลายมือตนเองอย่างอารมณ์ดี                       

            คราวนี้ถึงคิวพลายไม้เมืองบ้าง  เจ้าช้างอ้วนตุ๊ตะเดินอุ้ยอ้ายไปหาพี่เลี้ยง มันยื่นงวงรอรับพู่กันอย่างรู้หน้าที่ น้องไม้เมืองบรรจงวาดรูปหัวใจดวงโตล้อมรอบข้อความที่พี่ออมสินเขียนไว้อย่างละเมียดละไม...เป็นรูปหัวใจที่ดูน่ารัก ใสซื่อ และจริงใจที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา  

 

......* ลูกเอ๋ย   รักพ่อ  อย่าทะเลาะกัน  *......

 

   

 

            

             เจ้าพลายทั้งสองต่างโพสท่าชูงวงอวดผลงานของตนเอง ส่งเสียงแปร๋นๆ รับเสียงปรบมือของผู้คนอย่างคึกคัก ...ไม่แน่ใจว่าเจ้าพลายอ้วนทั้งสองเชือกจะเข้าใจหรือไม่ ว่าข้อความที่เกิดจากปลายงวงของตนเองนั้นมีความหมายว่าอย่างไร  แต่หากตัวหนังสือในกรอบรูปหัวใจนั้นทำให้คนไทยเห็นคุณค่าและความหมายของข้อความดังกล่าว....

 

            

 ก็คงต้องยอมรับกันว่า ...เราเป็นหนี้บุญคุณวีรบุรุษสี่ขา สองงา และหนึ่งงวงชนิดนี้...กันอีกครั้ง!! 

 

 

 

 

 

Credit :: column Unforgettable  จาก หนังสือSecret ฉบับที่15

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ไม่รู้ว่าต๊อบเองจะเหนด้วยดีหรือป่าวนะ ว่าหนาวดีกว่าร้อน.. คือหนาวแล้วทำอะไรเหงื่อก้ไม่ตก อาหารที่กินเข้าไปก้มีแต่ไปพอก..และ..ตัวก้ขยายค่ะ ไม่ใช่ขยายไปด้านบนนะค่ะ ขยายไปด้านข้างๆ อ่ะค่ะsad smile แต่ถ้าหนาวแล้วยังหาเสื้อผ้าใส่ได้ แต่ถ้าร้อนมากจะถอดผิวออกก้ไม่ได้ 555+

ขอบคุณที่เข้ามาเม้นให้นะค่ะ เมื่อคืนได้อัพอีกแล้วค่ะ น้องแมวเหมียวของนอร์เวย์confused smile

#9 By TopZ on 2009-03-19 17:23

ช้างเก่งจัง น่าเลี้ยงสักตัว

#8 By Music Sound on 2009-03-18 10:26

ช้างเก่งมากอ่ะ

เขียนหนังสือได้ด้วย

#7 By นายอุ๊ย!! on 2009-03-17 16:38

ขอบคุณค่ะที่แวะไปเยี่ยมที่ blog มานะค่ะ

#6 By Witch-Maic on 2009-03-17 12:25

จริงอ่ะ ช้างเขียนหนังสือ...

ส่วนใหญ่ต่างก็บอกว่ารักชาติ บางคนยังพยายามโฟนอิน ยังพยายามยุแหย่โดยอ้างว่ารักชาติ เป็นห่วงประชาชน คนสมองควาย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ยิ่งทำ ยิ่งวุ่นวาย

รักจริง ๆ ก็ต้องหยุดได้แล้วแหละ แต่นี่ไม่หยุดเพราะรักตัวเองมากกว่าหน่ะ...

อยากให้คนไทยเลิกใส่สีเหลืองกะสีแดงไปเลยสักปี ใครใส่ จับให้หมดหน่ะ..จะได้เลือกบอกซะที่ว่า พวกเสื้อแดง พวกเสื้อเหลือง

#5 By นาย ช บ า on 2009-03-17 11:22

อ่านแล้วซึ้ง..ไม่รู้ว่าคนไทย
เมื่อไหร่จะคิดได้ซักทีเนอะ
.....
ปล.ขอบคุณนะจ๊ะที่แวะไปเยื่ยมที่บล็อกว่างๆแวะไปบ่อยๆนะbig smile

#4 By nudee on 2009-03-17 10:47

เห็แล้ง คนเราที่ทะเลาะกันอยู่
สมควรที่จะสำนึก ละอาย
ได้บ้างแล้วนะคะ

#3 By ~memay~ on 2009-03-17 09:10

^
^
^
ถูกค่ะ

ปลื้มเลย..น้องช้างเขียนได้confused smile ต้องให้คนที่นี่เห็นซะแล้ว ไม่งั้นพวกเขาคงไม่รู้หรอกว่าน้องช้างของประเทศไทยเก่งขนาดไหน big smile

#2 By TopZ on 2009-03-17 03:23

น่าแปลกใจอยู่ที่ว่า คนเราส่วนหนึ่งเลือกที่จะเถียงกัน โดยอ้างว่าเถียงเพื่อความสงบสุข แต่ภายในใจไม่เคยสงบสุขสักครั้ง

ความสงบสุขที่แท้น่ะ ไม่ได้เกิดจากการเถียงแล้วชนะหรอก แต่อยู่ที่การสร้างสันติสุขภายในจิตใจต่างหาก ถ้าคนไทยคิดได้อย่างนี้ บ้านเมืองเราคงมีความสุขขึ้นอีกเยอะbig smile

#1 By รัตนาดิศร on 2009-03-16 22:15